จารึกพระเกียรติประวัติชีพราหมณ์จามเทวี
หลังจากพระนางจามเทวีสละราชสมบัติให้แก่พระราชโอรสองค์ใหญ่แล้ว ตำนานมูลศาสนากล่าวว่า พระนางจามเทวีได้นุ่งขาวห่มขาว ถือศีลกินเจ ทรงสมทานเบญจศีลอยู่เสมอทุกวันมิได้ขาด อุดมการณ์ทางด้านศาสนา ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติธรรม ให้เสนาอำมาตย์ราชมนตรีและประชาราษฎร์ถือปฏิบัติตาม ที่สำคัญยิ่งทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำจุนพระพุทธศาสนา ให้รุ่งเรืองวัฒนาสืบมาจนถึงปัจจุบัน
ตำนานจามเทวีกล่าวถึง พระนางจามเทวีมาประทับเมืองเขลางค์-อาลัมพางค์ ด้วยตั้งพระทัยว่าจะมาปฏิบัติธรรม ในปีพ.ศ. ๑๒๗๐ มีพระโรคาพาธเล็กน้อย จึงได้ขออำลาพระบรมครูกลับหริภุญไชย ให้ข้าราชบริพารเตรียมธูปเทียนบุปผา เสด็จไปยังสำนักสุพรหมฤาษี ถวายนมัสการขอขมาพรหมฤาษีเจ้า แล้วเสด็จกลับยังนครหริภุญไชย กระทำประทักษิณพระนครแล้วเสด็จบรรทม ณ พระที่ศิริไสยาสน์ รุ่งเช้าทรงจัดแจงมหาทาน เสด็จไปยังวัดสถานของพุทธบุตร ถวายนมัสการ ถวายทาน แก่พระมหาสังฆเถระ และพราหมณ์ทั้งหลายผู้เป็นอาจารย์ ลำดับต่อมาจึงพระราชทานทรัพย์เป็นอันมากแก่ชนทั้งหลาย รวมทั้งหมู่พระประยูรญาติ
เมื่อพระราชทานมหาทานแล้ว ทรงสมาทานศีล ฟังธรรมเทศนาถึง ๗ วัน ครั้นถึงวันที่ ๘ พระนางเจ้าบังเกิดประชวรพระโรคาพาธกำเริบแรงกล้าจนถึงเสด็จสวรรคต พระชนมายุ ๙๒ พรรษา ด้วยกุศลกรรมที่พระนางเจ้าจามเทวีกระทำไว้แล้วแต่ปางก่อน และได้เจริญพระไตรลักษณ์ด้วยเปล่งวาจาว่า “ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา” ในขณะมีพระโรคาพาธเบียดเบียนจวบใกล้สวรรคต พอขณะจุติจากมนุษย์โลกก็ได้ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้น ดุสิตาเทวโลก
เรืองรองผุดผ่องฟ้า ทั่วไทยเฮย
พระแม่นางบ่อละเลย อาณาราษฎร์
ธรรมะนารีงามพิลาส ศาสน์สูงส่ง
จักเทิดไว้ให้ดำรง ศักดิ์ศรีนารีเอย
.jpg)